เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นโปรดเปลี่ยนเบราว์เซอร์ของคุณ CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
5. วิธีเช็ครถในหน้าฝน

5. วิธีเช็ครถในหน้าฝน

เดินทางเข้าสู่กลางปีหน้าฝน หลายพื้นที่ในไทยถูกฝนเทกระหน่ำมาแบบไม่มีสัญญาณเตือน จนเกิดเหตุการณ์น้ำรอระบายไม่ทัน ยิ่งเขตเมืองหลวงของกรุงเทพฯ นอกจากฝนฟ้าจะคะนองเเล้ว ยังเกิดปัญหาการจราจรติดขัดหนักไปอีกขั้น ผู้ใช้รถใช้ถนนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ด้วยสภาพท้องฟ้าการขับขี่จึงไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทาง โต ออโต้คาร์ขอเเนะนำวิธีเตรียมรถให้พร้อมเดินทางช่วงฤดูฝน กับ 5 สิ่งที่ต้องตรวจก่อนเดินทาง

5. วิธีเช็ครถในหน้าฝน


ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่าง ระบบไฟส่องสว่างต่างๆ



ผู้ขับขี่ควรตรวจเช็คระบบไฟก่อนออกเดินทางตั้งแต่ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และไฟตัดหมอกว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ รวมทั้งทำความสะอาดคราบสกปรกออกให้ใส หรือหากมีหลอดไหนชำรุดก็ควรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทุกดวง เพื่อความสว่างและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้นและยังช่วยให้รถคันอื่นเห็นรถเราได้ชัดขึ้นอีกด้วย


ตรวจเช็คสภาพยาง




ยางรถยนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการขับขี่ในหน้าฝนมากที่สุด ผู้ขับขี่จึงต้องตรวจเช็คยางให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยอายุการใช้งานของยางไม่ควรเกิน 2 ปี หรือที่ระยะทางประมาณ 50,000 กม. และควรสับเปลี่ยนยางรถยนต์ที่ระยะทาง 10,000 กม. ผู้ขับขี่สามารถสังเกตได้จากเนื้อยางจะต้องไม่แข็ง ดอกยางจะต้องไม่สึกจนต่ำกว่าขีดบอกระดับต่ำสุดของยาง หรือต้องลึกมากกว่า 2 มม. ถ้าต่ำกว่านี้ควรทำการเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย ที่สำคัญคืออย่าลืมตรวจเช็คยางอะไหล่ให้พร้อมใช้งานรวมไปถึงการตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง




ตรวจเช็คระบบปัดน้ำฝน




ผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนหรือเฉพาะยางปัดทุกปี เพราะยางปัดน้ำฝนของรถในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยจะเสื่อมสภาพเร็ว โดยเฉพาะรถที่จอดกลางแดดเป็นประจำ ลักษณะใบปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพแล้วนั้นเวลาปัดจะมีคราบน้ำเป็นเส้นๆ ที่กระจก ปัดแล้วไม่สะอาดใส หรือมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ซึ่งควรทำการเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนทันทีเพื่อป้องกันกระจกเป็นรอยในภายหลัง 



ตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์




เริ่มเช็คจากของเหลวต่างๆ ว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ โดยเช็คได้จากก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง หรือสังเกตว่าถึงระยะที่ควรต้องเปลี่ยนถ่ายหรือไม่ ถ้าครบวาระแล้วก็ทำการเปลี่ยน รวมทั้งสังเกตตามซีนเครื่อง ซีนเกียร์ และตามรอยต่อต่างๆ ว่ามีคราบน้ำมันซึมออกมาหรือไม่ หรือดูที่ใต้ท้องรถว่ามีคราบน้ำมันหยดไว้หรือไม่ หากพบว่ามีการรั่วซึมให้รีบซ่อมแซมทันที
ตรวจเช็คสภาพเบรกและช่วงล่าง 



ตรวจเช็คสภาพเบรกและช่วงล่าง




ผ้าเบรกและน้ำมันเบรกควรเปลี่ยนที่ระยะทาง 50,000 กม. หรือไม่ควรเกิน 2 ปี โดยควรเช็คระดับน้ำมันเบรกทุกสัปดาห์ รวมถึงพวกท่อทางเดินน้ำมันเบรกว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ และหมั่นสังเกตการทำงานของเบรกว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น มีเสียงดังขณะเบรก หรือการเบรกไม่ค่อยอยู่ รถรุ่นใหม่บางรุ่นจะมีไฟเตือนบนหน้าปัด ซึ่งหากผู้ขับขี่พบสิ่งผิดปกติ หรือเกินระยะการใช้งานแล้วให้รีบแก้ไขโดยด่วน เพราะถ้าฝืนขับไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายในหน้าฝนแบบนี้ ส่วนช่วงล่างนั้นให้ดูที่ยางหุ้มแร็ค, ยางหุ้มเพลาและโช็คอัพ หากมีรอยฉีดขาดหรือมีคราบน้ำมันรั่วซึมควรเปลี่ยนทันที เพราะโคลน หิน ดิน ทรายจะเข้าไปทำความเสียหายได้ง่าย เวลาที่เราขับลุยน้ำ




ข้อเเนะนำเเละการเตรียมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับหน้าฝน




ในการเดินทางช่วงหน้าฝนนี้ อุปกรณ์กันฝนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร่ม เสื้อกันฝน รวมถึงไฟฉายเป็นสิ่งที่ควรหามาติดรถไว้เผื่อยามจำเป็น นอกจากนี้พวกอุปกรณ์ซ่อมฉุกเฉิน เช่น สเปรย์ไล่ความชื้น สายลากรถ สายพ่วงแบตเตอรี่ ไปจนถึงที่ชาร์จแบตฯ มือถือ พาวเวอร์แบงท์ ก็มีความจำเป็นเช่นกัน หากรถของคุณเกิดเสียกลางทาง


แสดงความคิดเห็นของคุณ


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Top