fbpx
เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นโปรดเปลี่ยนเบราว์เซอร์ของคุณ CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
Run in คืออะไร? ทำไมถึงต้องทำ

Run in คืออะไร? ทำไมถึงต้องทำ

เคยเป็นหรือเคยได้ยินไหม? ในสมัยก่อนเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อรถเรามักจะได้ยินคำว่า Run in หรือเซลล์มักจะพูดว่า ให้ Run in ก่อนในช่วงแรก ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่คงเข้าใจความหมายเหล่านี้ดี แต่ในทางกลับกันคนที่ยังมีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นคงงุนงงกับคำว่า Run in และจะมีคำถามมาในหัวว่า Run in คืออะไร แล้วทำไมต้องทำ และในสมัยนี้ยังต้องจำเป็นต้อง Run in อยู่ไหม ซึ่งในบทความนี้จะมาช่วยไขข้อสงสัยกับคำถามเหล่านี้กัน

การ Run in หมายถึง การปรับสภาพเครื่องยนต์ในการขับขี่ให้เข้าที่เข้าทาง หรือพูดง่าย ๆ คือ การให้เครื่องยนต์หรือเกียร์เรียนรู้การขับขี่ของผู้ขับนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับสภาพเครื่องยนต์ ตามผู้ขับขี่ดังที่กล่าวแล้ว ยังรวมถึงการทดสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้พร้อมและสมบูรณ์เข้าที่เข้าทาง เพราะเนื่องจากรถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่ออกมาจากศูนย์หรือโชว์รูมนั้นมักจะยังไม่เคยถูกใช้งานถึงจุดที่เครื่องยนต์จะเข้าที่และเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในตัวน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นในส่วนต่าง ๆ ยังไม่ไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง

ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ จะสามารถอธิบายได้ว่า การทำให้เครื่องยนต์ที่ยังมีสภาพใหม่ได้ทำงาน หรือการที่ทำให้เครื่องยนต์ได้ทำการเดินเครื่องก่อนการใช้งานปกติ เพื่อให้รถยนต์ใหม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง โดยสำหรับการ Run in นั้นปกติจะทำในระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตรแรก โดยซึ่งก็จะมีหลักการในการทำ Run in ดังนี้

  1. ผู้ขับขี่ควรพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งเดียวให้ติด โดยเฉพาะในขณะที่เครื่องยนต์เย็นอยู่ และทำการรอให้ไฟสัญญาณเตือนดับหมดก่อน หรือทำการอุ่นเครื่องไว้ซักประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงค่อยออกรถซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นการช่วยรักษาสภาพเครื่องยนต์ได้อีกด้วย
  2. สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ โดยถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา ผู้ขับขี่ควรทำการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วของรอบเครื่องยนต์และพยายามไม่ให้เครื่องยนต์ใช้รอบสูงจนเกินไป เพื่อกันเครื่องยนต์ดับในขณะขับขี่ ซึ่งเครื่องยนต์ดับนั้น มักเกิดในช่วงที่การเหยียบครัชผิดจังหวะในช่วงออกตัว และกำลังเปลี่ยนเกียร์ทำให้รอบเครื่องยนต์ไม่สัมพันธ์กันหรือรอบเครื่องต่ำเกินไปนั่นเอง ซึ่งมักเกิดกับผู้ที่พึ่งขับเกียร์ธรรมดาใหม่ ๆ หรือยังไม่คล่อง
    ส่วนถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ผู้ขับขี่ควรทำการหลีกเลี่ยงการลดเกียร์ต่ำ และหากเป็นไปได้ไม่ควรลดเกียร์เพื่อใช้ในการชะลอความเร็วของรถแบบฉับพลัน ควรค่อย ๆ ทำการชะลอความเร็ว เป็นต้น
  3. การออกรถ ไม่ว่าผู้ขับขี่จะออกตัวจากที่จอดหรือติดไฟแดงควรทำการค่อย ๆ เหยียบคันเร่ง อย่ารีบเหยียบคันเร่งเต็มแรง เพราะการทำเช่นนี้ จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการกระชาก และใช้รอบการทำงานสูงจนเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านเกียร์ หรือเครื่องยนต์ในภายหลังได้
  4. ผู้ขับขี่ไม่ควรขับรถยนต์โดยใช้ความเร็วเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะเนื่องจากชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ยังฟิตอยู่ ควรให้ทุกอย่างขับเคลื่อนอย่างเข้าที่ก่อน ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรใช้ความเร็วที่มากเกินไปและควรใช้ความเร็วตามกฎหมายที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย
  5. ผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย รวมถึงของเหลวต่าง ๆ และเข้ารับบริการทั่วไปในระยะปกติและตรงต่อเวลา ไม่ควรขับเกิน 6 เดือน หรือทุก 10,000 กิโลเมตรโดยไม่เข้าศูนย์บริการเพื่อเช็คระยะ เพราะในช่วงรันอิน เศษโลหะต่าง ๆ จะหลุดจากชิ้นส่วนที่เสียดสีกันมาปะปนกับน้ำมันหล่อลื่นต่าง ๆ ในปริมาณที่มากกว่าปกติ และเพื่อเป็นการให้ทางศูนย์บริการได้เช็คชิ้นส่วนต่าง ๆ รวมถึงเช็คสารหล่อลื่นต่าง ๆ ในเบื้องต้นเพื่อให้ตัวรถอยู่กับผู้ขับขี่ไปนาน ๆ และไม่สึกหลอได้ง่าย ๆ เป็นต้น

ซึ่งการ Run in ในปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นในรถยนต์สมัยใหม่อาจจะไม่ต้อง Run in แล้วเนื่องจากบริษัทรถยนต์ดังกล่าวมักมีการเทสตัวรถก่อนวางจำหน่ายจริง หรือหมายถึงตรวจสอบคุณภาพก่อนออกมาวางจำหน่ายจากทางโรงงานอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคันที่จะไม่มีปัญหาเลย เพราะบางทีทางบริษัทอาจจะยังไม่เจอปัญหา ณ ขณะนั้นก็ได้ แต่ถ้าทางบริษัทมาเจอปัญหาหลังจากที่รถได้วางจำหน่ายไปแล้ว ทางบริษัทก็จะทำการเรียก Recall ตัวรถ หรือเรียกรถที่ได้จำหน่ายไปแล้วกลับมาเช็คสภาพหรือเปลี่ยนอะไหล่ที่มีปัญหาเป็นอะไหล่ที่ได้รับการแก้ไขแล้วนั่นเอง

ซึ่งการ Recall บางครั้งทางบริษัทอาจจะเป็นการประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท โดยจะเป็นการบอกล็อตที่ผลิตหรือให้ลูกค้าได้กรอก ซีเรียลนัมเบอร์ตัวรถเพื่อเช็คว่าเข้าข่ายหรือไม่ หรืออาจเป็นการส่งจดหมายเพื่อให้ลูกค้าได้นำรถไปเข้าศูนย์บริการของทางบริษัท ซึ่งการ Recall นั้นทางลูกค้าจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าตัวรถยนต์คันดังกล่าวจะหมดประกันคุณภาพตัวรถไปแล้วก็ตาม

ซึ่งในปัจจุบันอาจจะยังมีค่ายรถยนต์บางค่ายที่ยังมีการเรียกรถยนต์กลับไปเช็คสภาพที่ 1,000 กิโลเมตรอยู่ นั่นคือค่าย Toyota และ Suzuki และเข้าเช็คครั้งต่อไปที่ 10,000 กิโลเมตร ส่วนค่ายอื่น ๆ นั้นจะทำการเริ่มเช็คระยะครั้งแรกที่ 10,000 กิโลเมตร หรือไม่เกิน 6 เดือนนั่นเอง ซึ่งค่ายไหนที่ยังมีเช็คระยะที่ 1,000 กิโลเมตรอยู่ ผู้ขับขี่ก็ควรนำรถยนต์นั้นเข้าเช็คกับทางศูนย์บริการเพื่อให้ทางศูนย์เช็คสภาพตัวรถเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยในระยะยาว หรือเพื่อแก้ไขปัญหาและอาการในเบื้องต้นได้ทันท่วงที ไม่ควรข้ามการเช็คระยะที่กิโลเมตรดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย

สรุป การ Run in หมายถึง การปรับสภาพเครื่องยนต์ในการขับขี่ให้เข้าที่เข้าทาง หรือพูดง่าย ๆ คือการให้เครื่องยนต์ หรือเกียร์เรียนรู้การขับขี่ของผู้ขับนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับสภาพเครื่องยนต์ ตามผู้ขับขี่ดังที่กล่าวแล้ว ยังรวมถึงการทดสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้พร้อม และสมบูรณ์เข้าที่เข้าทาง

เพราะเนื่องจากรถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่ออกมาจากศูนย์หรือโชว์รูมนั้นมักจะยังไม่ถูกใช้งานถึงจุดที่เครื่องยนต์จะเข้าที่ และเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในตัวน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันหล่อลื่นในส่วนต่าง ๆ ยังไม่ไปหล่อเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์ หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ จะการ Run in คือการที่ทำให้เครื่องยนต์ที่ยังมีสภาพที่ใหม่ได้ทำการเดินเครื่องเต็มที่ก่อนการใช้งานปกติ เพื่อให้รถยนต์ใหม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

โดยสำหรับการ Run in นั้น ปกติแล้วจะทำในระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตรแรก มีหลักการเช็คในเบื้องต้น คือ ผู้ขับขี่ควรพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งเดียวให้ติดโดยเฉพาะ ในขณะที่เครื่องยนต์เย็นอยู่ และทำการรอให้ไฟสัญญาณเตือนดับหมดก่อน หรือทำการอุ่นเครื่อง ไว้ซักประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงค่อยออกรถ ซึ่งวิธีนี้ส่วนใหญ่ทางผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันจะมักยังทำกันอยู่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการถ่ายทอดสู่ลูกหลานในยุคปัจจุบันอีกที ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรักษารถให้อยู่กับเราได้นาน ๆ เช่นกันซึ่งนี่ถือว่าเป็นข้อดี

ซึ่งในปัจจุบันอาจจะยังมีค่ายรถยนต์บางค่ายที่ยังมีการเรียกรถยนต์กลับไปเช็คสภาพที่ 1,000 กิโลเมตรอยู่ นั่นคือค่าย Toyota และ Suzuki และเข้าเช็คครั้งต่อไปที่ 10,000 กิโลเมตร ส่วนค่ายอื่น ๆ นั้นจะทำการเริ่มเช็คระยะครั้งแรกที่ 10,000 กิโลเมตร หรือไม่เกิน 6 เดือนนั่นเอง ซึ่งผู้ขับขี่ก็ควรนำรถยนต์นั้นเข้าเช็คกับทางศูนย์บริการตามกำหนดเพื่อให้ทางศูนย์เช็คสภาพตัวรถให้ครบถ้วนเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยในระยะยาว หรือหากเกิดปัญหาจะได้ทำการแก้ไขปัญหา หรืออาการในเบื้องต้นได้ทันท่วงที ไม่ควรข้ามการเช็คระยะที่กิโลเมตรดังกล่าวไป

แสดงความคิดเห็นของคุณ


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Top