fbpx
เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นโปรดเปลี่ยนเบราว์เซอร์ของคุณ CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.

5 สัญญาณบ่งบอกว่าได้เวลาขายรถแล้ว

ทุกๆ อย่างล้วนมีอายุขัย ไม่ว่าจะ อาหาร รองเท้า เสื้อผ้า รวมถึงความรัก (ที่มักไม่มีวันเวลาหมดอายุระบุไว้) ซึ่งรถยนต์เองก็ไม่ต่างกัน จริงอยู่ที่รถยนต์ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ในระยะยาวโดยเฉพาะรถจากค่ายญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนต่างๆ ในรถทุกส่วนก็มีอายุการใช้งานที่จำกัด ดังนั้นต่อให้รักรถคันปัจุบันยังไง เมื่อถึงเวลาที่ต้องขายก็ควรตัดใจขายให้ได้ เพื่อป้องกันปัญหารายขายตกจนทำให้ช้ำใจยิ่งขึ้น วันนี้เรามาดู 5 สัญญาณบ่งบอกว่าได้เวลาขายรถแล้ว

1.เวลาที่มีข่าวการเปิดตัวโมเดลใหม่

ปกติรถจะมีการเปลี่ยนโฉม หรือ Gen (Generation) ใน 5 – 8 ปี ขึ้นอยู่กับค่ายรถ ไม่นับ Minor Change ที่มีการปรับปรุงและปรับแต่งชิ้นส่วนหน้าตาเพียงเล็กน้อย โดยปกตินั้น ขึ้นชื่อว่ารถยนต์ก็มักจะราคาตกในทุกๆ ปี อยู่แล้ว การที่มีข่าวออกโฉมใหม่ ไม่ว่าจะ Minor Change หรือ Model Change (Gen) ก็มีผลให้ราคาขายต่อตกลงรวดเร็วและมากกว่าเดิม ดังนั้นการนับช่วงเวลาที่รถผลิตตั้งแต่วันแรกที่ซื้อมา ก็จะช่วยประมาณเวลาคร่าวๆ ในการขายออกไปได้ ก่อนจะมีข่าวเปลี่ยน Gen หรือ Minor change ออกมา

2.เมื่อระยะทางสะสมถึง 100,000 กิโลเมตร

ปัจจัยที่ราคารถตกมีได้หลายปัจจัย แต่หลักๆ เลยที่เป็นหลักสากล คือยึดจากระยะทางวิ่งสะสม (หรือที่คนไทยนิยมเรียก เลขไมล์) รถทั่วๆ ไปจะต้องเริ่มเปลี่ยนอะไหล่ เช่นหัวเทียน ยาง ผ้าเบรก และอื่นๆ ที่ระยะประมาณ 40,000 กิโลเมตร ว่ากันว่าการซื้อรถมือสองอายุประมาณ 2 ปี จะได้รถที่สภาพดี ราคากำลังโอเค แต่สำหรับคนที่จะขายรถ หากรถใช้งานมาได้ 4 – 5 ปี รถจะเริ่มต้องการการซ่อมเยอะแล้ว เป็นช่วงที่ควรขายออกเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกเพิ่ม

3.หากค่าซ่อมเริ่มสูงเกินไป

ต่อเนื่องจากข้อ 2 เมื่อใช้งานรถไปเรื่อยๆ ชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ ก็จะต้องการการซ่อมบำรุงหรือสับเปลี่ยน จนในที่สุด ก็จะถึงเวลาของชิ้นส่วนหลักอย่างชุดเกียร์และเครื่องยนต์ที่ต้องการการซ่อมบำรุง ซึ่งการซ่อมเครื่องยนต์นอกเหนือจากบริเวณฝาสูบ และชุดเกียร์หากเสียหายหนักต้องทำการยกเครื่อง หรือ Overhaul ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากในการซ่อมดังกล่าวไม่ว่าจะตัวอะไหล่เองหรือค่าแรง

4.ไม่ว่าจะเพราะ แต่งงานมีครอบครัว เลื่อนตำแหน่ง เปลี่ยนอาชีพ หรืออายุมากขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงรถยนต์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน เมื่อแก่ตัวลง หลายๆ คนก็อาจจะไม่สะดวกขึ้น-ลงรถกระบะยกสูงได้อีกต่อไป หรือหากเปลี่ยนงานที่ต้องเน้นขับรถในเมือง ECO ก็อาจจะเหมาะกว่ารถแรงๆ คันใหญ่ๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หากไม่สามารถครอบครองรถได้หลายคัน การไปหารถคันใหม่ที่เหมาะสมกว่าก็เป็นเวลาที่ดี นับเป็นอึกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีสำหรับขายรถ

5.ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การขายรถในช่วงเวลาที่ดีที่สุดและได้ราคาขายที่โอเคที่สุด ก็คือการขายรถในตอนที่รถยังอยู่ในสภาพดี ขับได้ปกติ เพราะถ้าหากขายตอนที่เริ่มมีส่วนที่พัง ต้องการการซ่อมบำรุงแล้ว ราคาก็คงตกไปตามส่วนต่างที่ผู้ซื้อจะต้องออกเงินซ่อมแซม การกำหนดจุดคุ้มทุน พร้อมช่วงเวลาขายออก จึงเป็นเรื่องสำคัญเสมอไม่ว่าจะลงทุนกับสิ่งไหน

แสดงความคิดเห็นของคุณ


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Top