fbpx
เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นโปรดเปลี่ยนเบราว์เซอร์ของคุณ CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
แนะนำวิธีใช้งานปุ่มระบบปรับอากาศในรถยนต์ที่ถูกต้อง

แนะนำวิธีใช้งานปุ่มระบบปรับอากาศในรถยนต์ที่ถูกต้อง

ระบบปรับอากาศในรถยนต์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ว่าการใช้งานอย่างถูกต้องนั้นจะช่วยทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วหล่ะก็นั้น โดยที่ห้องโดยสารมีอุณหภูมิที่เหมาะสม และสามารถช่วยยืดอายุในการใช้งานของระบบปรับอากาศได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ซึ่งโดยปกติแล้วระบบปรับอากาศในรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศธรรมดา หรือระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ต่างก็จะมีฟังก์ชั่นในการใช้งานขั้นพื้นฐานใกล้ๆเคียงกัน ดังนี้

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

สวิตช์ปรับระดับแรงลม

ปุ่มปรับระดับแรงลมถือว่าเป็นปุ่มที่ถูกใช้งานบ่อยมากที่สุดของระบบปรับอากาศในรถยนต์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากส่วนมากมักจะรวมเอาไว้กับตำแหน่งปิด หรือ OFF เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งโดยภายหลังจากขึ้นมาบนรถใหม่ๆ ควรเปิดพัดลมแอร์ให้แรงกว่าปกติ เพื่อให้ลมเย็นสามารถกระจายไปได้อย่างทั่วถึงได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้อุณหภูมิภายในห้องโดยสารลดลงถึงระดับที่ตั้งไว้ได้เร็วกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองทางอ้อมได้อีกทางนึงด้วย

กรณีในการใช้โหมด AUTO เซ็นเซอร์ภายในห้องโดยสารจะคอยตรวจวัดอุณหภูมิและปรับแรงลมให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ คุณจึงไม่สามารถปรับตั้งความแรงลมด้วยตัวเองได้ (โดยปกติแล้วโหมด AUTO จะปรับไปที่แรงลมสูงสุดก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับลดลงมาเมื่ออุณหภูมิภายในห้องโดยสารเริ่มลดลง)

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่มปรับอุณหภูมิ

รถยนต์ในบางรุ่นอาจระบุเป็นตัวเลขององศาเซลเซียส แต่ว่ารถยนต์ในบางรุ่นอาจจะเป็นแถบสีน้ำเงิน-แดง แต่ว่าการปรับอุณหภูมิที่ถูกต้องไม่ควรปรับให้เย็นมากจนเกินไป (บางคนใช้วิธีปรับให้เย็นจัดแล้วหันหน้ากากแอร์ออกจากตัวแทน) เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวแล้ว ยังส่งผลให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักมากเกินความจำเป็นอีกด้วย ซึ่งทำให้อัตราสิ้นเปลืองแย่ลงอีกต่างหาก และถ้าหากเป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆแล้วนั้น ก็อาจจะทำให้คอยล์เย็นจับตัวเป็นน้ำแข็งก็เป็นได้ จนทำให้ลมแอร์ไม่ออกเลยด้วยซ้ำไป

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่ม DUAL

รถยนต์ที่มีระบบปรับอากาศแยกอุณหภูมิฝั่งซ้าย-ฝั่งขวาก็อาจจะมีปุ่ม DUAL มาให้ด้วย โดยถ้าหากอุณหภูมิของทั้งสองฝั่งถูกปรับเอสไว้แตกต่างกัน ปุ่ม DUAL ก็จะทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิของฝั่งผู้โดยสารให้เท่ากับอุณหภูมิของฝั่งผู้ขับขี่นั่นเอง แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนอุณหภูมิของทางด้านฝั่งผู้ขับขี่แล้วหล่ะก็ ตัวเลขของทางฝั่งผู้โดยสารก็จะถูกเปลี่ยนให้เท่ากันเสมอ แต่หากต้องการปรับแยกออกจากกัน ก็สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิฝั่งผู้โดยสารได้โดยในทันที

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่ม A/C

ถ้าหากแอร์รถไม่เย็น จุดแรกที่ควรจะต้องตรวจสอบเป็นอันดับแรกก็คือปุ่ม A/C เพราะว่าเป็นปุ่มที่เอาไว้สำหรับตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์โดยสิ้นเชิง โดยปกติแล้วปุ่ม A/C จะต้องมีไฟติดอยู่ตลอดเวลาที่รถยนต์สตาร์ทเพื่อให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานได้ตามปกติ แต่ว่าอาจจะปิดการทำงานได้ในกรณีที่ต้องการเฉพาะพัดลมแอร์เพียงเท่านั้น หรือว่าต้องการไล่ความชื้นออกจากตู้แอร์เพื่อลดกลิ่นอับชื้น เป็นต้น

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่มปรับการไหลเวียนอากาศ

ปุ่มนี้มีไว้ใช้สำหรับปิดกั้นหรือดึงอากาศจากภายนอกรถยนต์เข้ามา ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นควรปิดให้อากาศไหลเวียนเฉพาะภายในห้องโดยสารเพียงเท่านั้น เพื่อให้มลพิษภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้น้อยมากที่สุด แต่ว่าถ้าหากวันไหนขับรถทางไกลหรือว่าอยู่ต่างจังหวัดที่มีอากาศสดชื่นแล้วหล่ะก็นั้น การที่จะดึงอากาศภายนอกเข้ามาก็จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ภายในห้องโดยสารได้อีกด้วย (ซึ่งเกิดจากการหายใจของผู้โดยสารเอง) และจะยังเพิ่มปริมาณของออกซิเจนได้ และสามารถช่วยลดอาการง่วงซึมขณะขับรถได้อย่างแน่นอน

ในกรณีถ้ามีสัญลักษณ์ A และ M อยู่บนปุ่มด้วยนั้น (จะสามรถพบได้รถยนต์ฝั่งยุโรป เช่น BMW และ Volvo) ถ้าหากปรับไปที่ ปุ่ม A ระบบจะเลือกปิดกั้นหรือดึงอากาศภายนอกเข้ามาโดยอัตโนมัติซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของอากาศ แต่ว่าในส่วนของปุ่ม M จะหมายถึงการปิดกั้นไม่ให้ดึงอากาศจากภายนอกเข้ามาภายในห้องโดยสาร แต่ว่าถ้าหากไม่มีไฟติดอยู่ที่สัญลักษณ์ใดๆเลยก็จะเป็นการดึงอากาศภายนอกเข้ามายังภายในห้องโดยสาร

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่มปรับทิศทางลม หรือ MODE

ในรถยนต์ส่วนมากจะสามารถเลือกปรับทิศทางลมเพื่อเป่าลมเย็นเข้าสู่ร่างกายหรือเท้า หรือทั้งสองอย่างควบคู่กันได้ แต่หากเลือกเป่าทั้งสองตำแหน่งพร้อมกันจะทำให้ความแรงลมลดลง นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเป่าลมขึ้นกระจกบังลมหน้าเพื่อไล่ฝ้าได้ แต่จำเป็นต้องดึงอากาศจากภายเข้ามาด้วย เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิภายนอก-ภายในให้เท่ากัน จะช่วยให้ฝ้าเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่มไล่ฝ้าด้านหน้า

กรณีปุ่มไล่ฝ้าด้านหน้าถูกแยกออกมาเป็นสวิตช์ต่างหากนั้น ทันทีที่กดปุ่ม ระบบแอร์จะเพิ่มความแรงลมในระดับสูงสุด เปลี่ยนทิศทางลมขึ้นไปยังกระจกหน้า และดึงอากาศจากภายนอกเข้ามาโดยอัตโนมัติ จากนั้นฝ้าจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อฝ้าหมดจึงค่อยปิดการทำงานเพื่อรับลมเย็นเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่มไล่ฝ้าด้านหลัง

ปุ่มไล่ฝ้าด้านหลังจะแตกต่างจากด้านหน้าด้วยสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ปุ่มไล่ฝ้าด้านหน้าจะใช้สัญลักษณ์คล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู) อีกทั้งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากระบบไล่ฝ้าหลังจะใช้ลวดทองแดงที่ฝังอยู่ในเนื้อกระจกเพื่อสร้างความร้อนในการละลายฝ้า

ข้อควรระวังในการใช้ระบบไล่ฝ้าหลัง คือ เมื่อฝ้าเลือนหายไปจนหมดแล้ว ควรรีบปิดระบบไล่ฝ้าทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนสะสมมากจนเกินไป อันจะเสี่ยงทำให้กระจกแตกได้ (รถยนต์โดยส่วนมากจะมีระบบตัดการทำงานของไล่ฝ้าหลังภายใน 15-20 นาทีหลังจากเริ่มทำงาน)

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ปุ่ม MAX A/C

รถยนต์บางรุ่นจะมีปุ่ม MAX A/C มาให้ ซึ่งจะตั้งอุณหภูมิต่ำสุดและเปิดพัดลมแรงสุดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นลงได้อย่างรวดเร็ว

แสดงความคิดเห็นของคุณ


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Top