fbpx
เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นโปรดเปลี่ยนเบราว์เซอร์ของคุณ CHROME, FIREFOX, OPERA or Internet Explorer.
ทำไมเครื่องยนต์เทอร์โบยุคใหม่จึงประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า

ทำไมเครื่องยนต์เทอร์โบยุคใหม่จึงประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า

ถ้าหากเป็นยุคสมัยก่อนเมื่อสัก 20 ปีที่แล้วนั้น เมื่อพูดถึงคำว่า “เทอร์โบ” หลายคนจะคิดถึงรถยนต์ที่มีแรงม้าสูงๆ หรือว่ารถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายกันแบบเต็มสูบนั่นเอง แต่ก็แลกกับอัตราการกินน้ำมันชนิดล้างผลาญด้วยเช่นกัน เข็มน้ำมันแทบจะกระดิกทุกครั้งที่กดคันเร่งกันเลยทีเดียว แต่ในเมื่อเวลาผ่านไปแล้วนั้น ระบบเทอร์โบก็เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แต่คราวนี้มาอยู่ในฐานะตัวช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมัน วันนี้ โตออโต้คาร์ | ศูนย์รวมรถยนต์มือสองมาตรฐานที่คุณวางใจ จะมาไขข้อสงสัยให้คุณกับที่ว่าทำไมเครื่องยนต์เทอร์โบยุคใหม่จึงประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า?

ปัจจุบันเราจะได้ยินเทคโนโลยีการลดขนาดเครื่องยนต์ หรือ Downsizing กันมากขึ้น ซึ่งก็คือการลดปริมาตรกระบอกสูบของเครื่องยนต์ลง และทำการพ่วงเทอร์โบเข้าไปแทน จะเห็นได้จากรถรุ่นใหม่ๆ เช่น Honda City ที่แต่ก่อนจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตรพ่วงด้วยเทอร์โบ ซึ่งให้พละกำลังเพิ่มขึ้นทั้งแรงม้าและแรงบิด แถมยังประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

ซึ่งระบบเทอร์โบยุคก่อนจะทำหน้าที่เพิ่มแรงอัดการจุดระเบิดในช่วงรอบกลางถึงสูงเพียงเท่านั้น จึงมักได้ยินคำว่า “Turbo Lag” ควบคู่กันไปเสมอ เพราะว่าการขับเครื่องยนต์เทอร์โบให้แรงจึงต้องเค้นรอบค่อนข้างสูงอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าสิ่งที่ตามมาก็คืออัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่มากเลยทีเดียว

แต่ในขณะที่เครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี Downsizing จะถูกลดปริมาตรกระบอกสูบลงหรือแม้กระทั่งลดจำนวนลูกสูบลงด้วยเพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองให้ต่ำลง และจากนั้นจึงใส่เทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดเล็กเข้าไปชดเชยพละกำลังที่ขาดหายไป ซึ่งเทอร์โบของเครื่องยนต์ประเภทนี้จะเน้นการทำงานที่รอบต่ำถึงรอบกลาง ซึ่งเป็นช่วงรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป ผลที่ได้คือพละกำลังที่เพิ่มขึ้นและอัตราสิ้นเปลืองที่ลดลง แถมยังช่วยลดการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศอีกทางนึงด้วย

ยกตัวอย่าง Honda Civic เจเนอเรชันที่ 10 ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 141 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 174 นิวตัน-เมตร แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านมาเป็นรุ่นปัจจุบันที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร กลับมีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 178 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ซึ่งเทียบได้กับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 – 2.5 ลิตรที่ไม่มีระบบเทอร์โบกันเลยทีเดียว

บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)
บทความรถมือสองจาก โต ออโต้คาร์(ToAutocar)

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนยังไม่ทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์เทอร์โบนั้นก็คือความถี่ในการเข้ารับบริการเช็กระยะที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วรถยนต์ทั่วไปจะเข้าเช็กระยะที่ศูนย์บริการทุก 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร แต่ในกรณีเครื่องยนต์เทอร์โบมักจะต้องเข้ารับบริการทุกๆ 7,000 – 8,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนด้วย จึงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาค่อนข้างสูงกว่าปรกติ แถมยังต้องเสียเวลานำรถยนต์เข้าศูนย์บริการบ่อยขึ้นอีกด้วย

แสดงความคิดเห็นของคุณ


อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Top